กระจ่าง!! ทำไมผู้หญิงถึงชอบคนดี แต่เลือกที่จะรักคนเลว แท้จริงแล้วมันมีเหตุผลทางจิตวิทยาแบบนี้!?

กระจ่าง!! ทำไมผู้หญิงถึงชอบคนดี แต่เลือกที่จะรักคนเลว แท้จริงแล้วมันมีเหตุผลทางจิตวิทยาแบบนี้!?

เวลาเราได้ยินข่าวดาราสาวเลือกคบกับผู้ชายสไตล์ Bad Boy ทำให้เราอดสงสัยว่าทำไมผู้หญิงที่มีดีทุกอย่างถึงไม่เลือกผู้ชายดีๆ มาเคียงข้าง หรือลองมองดูสังคมโดยรอบ ก็มักจะเห็นสาวเรียบร้อยแสนดีเลือกผู้ชายตัวร้ายมาเป็นคู่รักเสมอ นี่คือการเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปหรือไร?

ความสงสัยนี้เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย เมื่อไปถามนักจิตวิทยาว่าทำไม คำตอบก็กลับมาทันทีว่า นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลย มีการวิจัยเรื่องนี้กันมาเป็นพันปีแล้ว และผลการวิเคราะห์ก็ยังสมเหตุสมผลอีกด้วย

เราได้คุยกับ เสาวคนธ์ (มาย) ศิรกิดากร นักจิตวิทยาวิเคราะห์แนวคาร์ล จุง ผู้ก่อตั้งสมาคมจิตวิเคราะห์แนวคาร์ล จุง แห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัทโนเลจสตอร์ม ก่อนจะไปตอบคำถามที่ว่า “ทำไมผู้หญิงถึงชอบผู้ชายโฉด?” (ในที่นี้ขอใช้ภาษาไทยของ Bad Boy ว่า ‘ชายโฉด’) เสาวคนธ์ขอจำกัดความให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า ‘ชายโฉด’ ที่แท้จริงต้องเป็นอย่างไร

8 คุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของชายโฉด

ไม่ใช่แค่การแสดงออกอย่างร้ายกาจ แต่ชายโฉดนั้นต้องโฉดจากภายใน ด้วยคุณสมบัติ 8 ประการที่ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็อย่ามาเรียกกันว่าชายโฉด

1. หลงตัวเอง เป็นความรู้สึกของเจ้าตัว ไม่ได้หมายความว่าต้องหน้าตาดี

2. เจ้าอารมณ์ สำหรับเขาจะไม่มีการใช้ตรรกะใดๆ

3. มั่นใจในตัวเองสูง ต่อให้มั่นเกินไปก็ไม่สน

4. ก้าวร้าว ไม่อ่อนโยน

5. มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีความขบถ ชอบออกนอกกรอบ

6. เห็นแก่ตัว มองตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

7. หุนหันพลันแล่น อารมณ์ร้อน

8. ต้องโชว์ออฟ โชว์พาว ไม่ถ่อมตัว

Advertisement

การแสดงออกทั้ง 8 ประการนี้สะท้อนภาพความเป็นชายแท้ (Masculine) ที่เด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายตาของผู้หญิงเรียบร้อย ต่อให้พวกเธอจะพยายามทำเป็นไม่สนใจ แต่ลึกๆ แล้วจะรู้สึกว่าคุณสมบัติเหล่านี้บอกถึงความกล้าหาญ มีความเป็นผู้นำหรือจ่าฝูง มีพลังอำนาจมากกว่าผู้ชายแสนดีที่ช่างประนีประนอม มีความเป็นอิสระ ไม่แคร์สังคม และทำลายทุกกฎ

ทั้งหมดนี้ตอบจิตใต้สำนึกลึกๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะเพศหญิง เพศแม่ซึ่งต้องการผู้มาปกป้องและเลี้ยงดูลูกของเธอให้อยู่รอดปลอดภัย คุณสมบัติข้อสุดท้ายจึงสำคัญมาก การจะโชว์ออฟได้ หมายถึงต้องมีทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากพอที่จะโชว์ นี่ก็ตอบคำถามอีกอย่างว่า ทำไมท้ายที่สุดผู้หญิงถึงชอบผู้ชายรวย? ไม่ใช่แค่ค่านิยม แต่นั่นเท่ากับว่าชายคนนั้นมีทรัพยากรมากพอที่จะเลี้ยงดูลูก (ลูกมนุษย์มีวัยอนุบาลนานหลายปี) ไม่ให้ลำบากได้ (ฉะนั้น นักเลงปากซอยที่ขาดไร้ทรัพยากรจึงไม่ได้อยู่ในคำจัดความของ ‘ชายโฉด’ ที่โดนใจสาวๆ)

กลไกร่างกายและจิตสำนึกดึกดำบรรพ์

แต่หลายคนอาจเห็นแย้งว่า โลกเราก้าวหน้าไปตามเทคโนโลยี คนเรามีเรื่องต้องคิดลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้น ความดึงดูดนี้ยังมีอยู่จริงๆ หรือ? ดูอย่างพระเอกหนัง Fifty Shades Darker ก็มีแต่สาวรุ่นใหญ่ที่หลงใหลแฟนตาซีนี้ สาววัยรุ่นไม่น่าจะใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่เอาเข้าจริงตามทฤษฎีแล้ว สัญชาตญาณเราไม่ต่างจากสิงโตที่ต้องการสืบเผ่าพันธุ์ และมองหาผู้ที่แข็งแรงที่สุดเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายยังสั่งการต่อหญิงวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 27 ปี คือเต็มที่ที่สุด) ให้ทำหน้าที่ของมนุษยชาติอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

การตกหลุมรักนั้นเกิดขึ้นง่ายมาก ใช้เวลาเพียง 10 วินาทีแรก โดยเฉพาะในช่วงไข่ตก เป็นช่วงอันตรายแห่งการตกหลุมรัก

การตกไข่เป็นธรรมชาติของร่างกายที่เป็นไปเพื่อความอยู่รอด เป็นเป้าประสงค์พื้นฐานที่สุดสำหรับการสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่ต่อไป ช่วงนั้นการตัดสินใจอาจไม่ได้อยู่ที่ความคิด แต่เป็นจิตใต้สำนึกที่ทำให้ผู้หญิงไม่ได้มองหาผู้ชายแสนดี แต่ต้องการชายโฉดที่แข็งแกร่งมาปกป้อง ฮอร์โมนก็อาจทำให้เราเลือกผู้ชายผิดก็ได้

เพราะความคิดอื่นมีการวิวัฒน์ไปตามเทคโนโลยี แต่จิตใต้สำนึกแล้วแทบไม่มีวิวัฒนาการเลย สัญชาตญาณส่วนลึกเรายังคงถอยกลับไปสู่ยุคดึกดำบรรพ์ แต่นอกจากฮอร์โมนแล้ว สภาพแวดล้อมในวัยเด็กก็มีผลสูงมากเช่นกัน ผู้หญิง 2 คนอยู่ในวัยเจริญพันธุ์และไข่ตกเหมือนกัน เห็นผู้ชายโฉดเดินผ่านมาพร้อมกัน คนหนึ่งหวั่นไหวอย่างแรง เกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างมาก อีกคนอาจมองว่าเตะตา แต่กลับไม่รู้สึกดึงดูดใจ ก็เพราะว่าตัวตนและสภาพแวดล้อมในวัยเด็กที่แตกต่างกันนั้นหล่อหลอมมา

สาวแบบไหนที่แพ้ทางชายโฉด

ลูกมนุษย์ต่างจากลูกสัตว์ตรงที่มีวัยอนุบาลยาวนาน ต้องอยู่ในความปกป้องเลี้ยงดูของพ่อแม่หลายปี ช่วงแรกเกิดถึง 7 ขวบจึงเป็นช่วงวัยที่สำคัญมาก ผู้หญิงที่อ่อนไหวต่อผู้ชายโฉดเป็นพิเศษคือผู้หญิงที่มีลักษณะพึ่งพิง (Dependent) ซึ่งลักษณะนี้มีทั้งแบบตัวตนแท้ เป็นบุคลิกแต่กำเนิด และแบบที่ 2 เกิดจากปมจากพ่อ

ปมจากพ่อ คือประสบการณ์ที่ได้รับในวัยเด็ก บทบาทธรรมชาติพ่อควรจะก้าวร้าวปกป้อง และแม่ต้องดูแลปลอบโยน แต่ถ้าครอบครัวใด พ่อนุ่มนวลประนีประนอม ลูกสาวจะไม่เห็นบทบาทความเป็นพ่อ ยกตัวอย่างสถานการณ์หนึ่ง ถ้าลูกสาวถูกสุนัขกัด ปกติแล้วจะเห็นพ่อไปเตะสุนัข โวยวายเพื่อนบ้าน (เจ้าของสุนัข) แล้วแม่จะเข้ามาปลอบใจทำแผล ต่อให้ลูกสาวจะรู้สึกอายที่พ่อโวยวาย แต่ในใจก็จะได้รับการเติมเต็มแล้ว (ในบทบาทของผู้ชายที่เข้มแข็ง) แต่อีกบ้านหนึ่ง ถ้าคนที่เตะหมาและโวยวายเพื่อนบ้านเป็นแม่ แต่พ่อมาปลอบโยน ลูกสาวจะไม่เห็นบทบาทพ่อ แต่เห็นว่ามีแม่ 2 คน ในใจจึงสร้างภาพผู้ชายในอุดมคติขึ้นมา และทำให้เกิดความโหยหาผู้ชายที่มีลักษณะแข็งแกร่ง

และแบบที่ 3 อาจไม่ได้เกิดจากพ่อแม่ แต่เป็นประสบการณ์ในโรงเรียน เช่น อยู่โรงเรียนมักโดนเพื่อนรังแก โดนล้อ ตั้งแต่ถูกรังแกเล็กๆ น้อยๆ ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง หรือแยกห้องนอนไว รู้สึกไม่ปลอดภัย จนถึงถูกล่วงละเมิดทั้งทางกายหรือทางศักดิ์ศรี ทำให้รู้สึกไม่ไว้ใจคน จึงต้องการคนมาปกป้องดูแล ฉะนั้น ผู้หญิงที่มีปมแบบนี้ เมื่อเขาไปเจอสุภาพบุรุษกับชายโฉดบิ๊กไบค์ ก็มักจะเลือกแนวชายโฉดก่อน

ภายใต้ความกลัว ชายโฉดคือผู้นำ

ในสายตาของผู้หญิง ชายโฉดเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกป้อง (Protector) ส่วนในมุมมองของสังคม ชายโฉดเป็นสัญลักษณ์ของผู้ช่วยให้รอด (Survivor) เพราะมนุษยชาติถูกหล่อเลี้ยงด้วยความกลัวมาโดยตลอด แต่ละยุคสมัยก็มีความกลัวต่างกัน สังคมจึงต้องการคนที่มีลักษณะเป็นฮีโร่ ออกแนวโฉด แต่ไม่โฉดขนาดไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม เมื่อมีภัยขึ้นมา คนที่สังคมต้องการให้มานำ ไม่ใช่คนที่หนีกรูไปด้วยกัน แต่ต้องการคนที่แหกคอก ออกนอกกฎเกณฑ์ ทำอะไรสักอย่างให้ทุกคนรอดขึ้นมา

ฉะนั้น ความเป็นชายโฉดจึงไม่ได้มาตัดสินว่าจะเป็นผู้นำที่ไม่ดี คุณสมบัติต่างๆ ของผู้นำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากสังคมอยู่ในช่วงวิกฤติ ผู้นำที่มีความเป็นชายโฉดจะสามารถฝ่าฟันได้ดีกว่า ยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก สังคมมักจะเลือกผู้นำแบบนี้ นี่เป็นสถิติเลย

ในอดีตก็มีผู้นำที่ชีวิตอีกด้านก็ร้ายกับผู้หญิงที่ตัวเองรัก เช่น นโปเลียน โบนาปาร์ต ผู้ไต่เต้าจากทหาร นำธงฝรั่งเศสไปปักทั่วยุโรป สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิ แต่งงานกับพระนางโจเซฟิน ผู้หญิงที่ใครๆ ก็ไม่ยอมรับ แต่เขารักของเขา ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ดูแลโจเซฟินอย่างดี ทอดทิ้งเสียอีก เป็นผู้นำที่มีด้านดีและด้านร้าย แต่ผู้คนก็ยกย่อง

หรืออย่าง บิล คลินตัน ประธานาธิบดีอเมริกาที่มีข่าวฉาวเรื่องผู้หญิง ถูกสังคมประณาม แต่เขาก็อยู่รอดมาได้ เพราะในยุคของคลินตันเศรษฐกิจอเมริกาเติบโตสูง อัตราการว่างงานต่ำ จึงเป็นข้อดีที่ชดเชยกัน

ชายโฉด เสน่ห์ที่ขายได้ตลอดการ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด นักจิตวิเคราะห์จึงนิยามชายโฉดไว้ว่าเป็น ‘เสน่ห์ที่ไม่อาจต้านทานได้ (Irresistible Charm)’ เพราะเป็นเสน่ห์ที่ตอบสนองกับจิตใต้สำนึกที่คนเราไม่อาจปฏิเสธ สไตล์ชายโฉดจึงขายได้ขายดีตลอดมา ทั้งในการตลาด ในสื่อกระแสหลัก ในป๊อบคัลเจอร์ ในชีวิตจริง และยังเป็นสากลด้วย

ในโฆษณาน้ำหอมผู้ชาย จึงมักใช้ผู้ชายผิวแทน กรามชัด กล้ามเป็นมัดๆ มาดึงดูดใจ ในภาพยนตร์ก็มีตัวละครแนวฮีโร่แนวแบดบอยออกมา (ฮีโร่ที่มีแต่ด้านดี จะดูจืดชืดไป) นี่ผ่านการวิจัยทางจิตวิทยามาแล้วทั้งนั้น

คุณลักษณะที่โดดเด่นของชายโฉดนั้นเป็นความดึงดูดข้ามวัฒนธรรม ต่อให้สาวๆ ส่วนใหญ่บอกว่าน่าหมั่นไส้ นี่ก็เป็นความย้อนแย้งตามธรรมชาติของจิต เพราะใจคนมีหลายชั้น ปากไม่ตรงกับใจ แต่ถึงอย่างไรก็หลอกตัวเองไม่ได้

เสาวคนธ์ปิดท้ายว่า “ยิ่งถ้ามองเทรนด์จะยิ่งชัดเลย เพราะตอนนี้เราอยู่ในยุคสมัยที่มีความกลัวหนักหนามากกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าความรุนแรงทางการเมือง ภูมิอากาศ ทรัพยากรอันจำกัด เราก็ยิ่งต้องการชายโฉดหนักกว่าเดิม เราไม่รู้ใจตัวเอง ผู้ชายแสนดีไม่ได้น่าเบื่อ แต่เราอยู่กับความกลัว เราจึงต้องการสิ่งเติมเต็ม เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีด้านมืดอย่างเราฝันหา แต่เราจะยอมรับไหม นั่นคืออีกเรื่อง”

ก็อย่าแปลกใจที่ตอนนี้ผู้ชายตัวแสบผิวแทนกล้ามแกร่งมาแรงเหลือเกิน มันมีคำตอบอยู่แล้ว

Advertisement

กดติดตาม สยามดราม่า เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงาน และติดตามข่าวสารดีๆ พร้อมนำเสนอให้ท่านสมาชิกไม่พลาดทุกข่าวที่สนใจ

:: ร่วมแสดงความคิดเห็นกับสิ่งนี้

:: เนื้อหาข่าวที่น่าสนใจ