เช็คด่วน!! สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เริ่มคลี่คลาย เตือน " 9 จังหวัดนี้" เฝ้าระวังรับมือพายุฝนลูกใหม่!? ลูกใหญ่แถมอรงกว่าเดิม!?(รายละเอียด)

เช็คด่วน!! สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เริ่มคลี่คลาย เตือน " 9 จังหวัดนี้" เฝ้าระวังรับมือพายุฝนลูกใหม่!? ลูกใหญ่แถมอรงกว่าเดิม!?(รายละเอียด)

ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เผย ปัญน้ำท่วมคลี่คลาย คงเหลือบางจุดใน 3 อำเภอ สั่งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมจับตาสถานการณ์ต่อเนื่อง
นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ชุมพร ล่าสุดหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลายแล้ว คงเหลือเพียง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองชุมพร (ต.ตากแดด, ทุ่งคา) , อ.หลังสวน (ต.พ้อแดง, บางน้ำจืด,บางมะพร้าว) และ อ.ท่าแซะ (ต.นากะตาม) บางส่วนวัดระดับสูงสุดประมาณ 1 เมตร คาดว่าภายในวันพรุ่งนี้ (13 ม.ค.) น้ำจะลดลงจนแห้งสนิทแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนว่าจะตกลงมาเพิ่มเติมหรือไม่ โดยวันที่ 16 - 18 ม.ค. 60 กรมอุตุนิยมวิทยาฯ แจ้งเตือนว่าอาจจะมีฝนตกลงมาอีกระลอก ซึ่งตนได้กำชับให้ประชาชนเฝ้าระวังเตรียมพร้อมรับมือ รวมถึงสั่งให้คงกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ไว้ต่อไปอีกระยะ จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงระยะเวลาดังกล่าว

สำหรับแผนฟื้นฟูเมืองที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยนั้น เบื้องต้นหลายพื้นที่ได้เริ่มลงมือซ่อมแซม ทำความสะอาด เก็บเศษขยะบริเวณ อาคาร บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ควบคู่กับการประเมินตัวเลขยอดรวมจุดที่ได้รับผลกระทบ สำหรับนำไปใช้พิจารณาสนับสนุนงบประมาณเข้ามาช่วยเหลือเยียวยา
       

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2560 นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ว่า ฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัย วาตภัย น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีจังหวัดได้รับผลกระทบ 12 จังหวัดได้แก่ พัทลุง นราธิวาส ยะลา สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 117 อำเภอ 700 ตำบล 5,145 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 394,509 ครัวเรือน 1,188,871 คน ผู้เสียชีวิต 31 ราย สูญหาย 2 ราย สถานที่ราชการเสียหาย 17 แห่ง ถนน 592 จุด คอสะพาน 106แห่ง ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 2 จังหวัด ได้แก่ ยะลาและระนอง ยังคงมีสถานการณ์ใน 10 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง นราธิวาส สงขลา ปัตตานี ตรัง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร กระบี่ และประจวบคีรีขันธ์ รวม 94 อำเภอ 579 ตำบล 4,073 หมู่บ้าน โดยในภาพรวมสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีฝนตกในพื้นที่ ระดับน้ำทรงตัว และระดับน้ำลดลงในบางพื้นที่

ทั้งนี้ ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมสรรพกำลังและทรัพยากรปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าบริเวณภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งประกอบกับในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกสะสม ส่งผลให้พื้นดินชุ่มน้ำ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย ดินไหลและดินถล่ม ส่วนภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง ปภ. จึงได้ประสานจังหวัดภาคใต้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ที่ราบต่ำริมน้ำไหลผ่านริมชายฝั่งทะเล และพื้นที่เสี่ยงภัย ระมัดระวังอันตรายจากภาวะฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม พร้อมจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิด รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันทีที่เกิดสถานการณ์ภัย

Advertisement

สำหรับผู้ประกอบการทางน้ำและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งต่อไปอีก 1 วัน สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัย สามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป ส่วนที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) จัดประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมกันระหว่าง บกปภ.ช. ส่วนกลาง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บกปภ.ช. ส่วนหน้า ณ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 11 สุราษฎร์ธานี รวมถึงหน่วยปฏิบัติในระดับพื้นที่ และจากการติดตามสภาพอากาศพบว่า หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้มีปริมาณฝนลดลง ระดับน้ำเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ ขณะที่บางแห่งระดับน้ำยังทรงตัว สำหรับพื้นที่ที่ ยังต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ลุ่มน้ำปากพนังใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่รองรับน้ำก่อนไหลออกสู่ทะเล รวมถึงลุ่มน้ำตาปี บริเวณ อ.พระแสง อ.ตาปี อ.นาสาร อ.พุนพิน อ.เมืองสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้การผลักดันน้ำล่าช้า สำหรับ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยังคงเฝ้าระวังใน 5 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองฯ อ.บางสะพาน อ.ทับสะแก อ.กุยบุรี และ อ.บางสะพานน้อย เนื่องจากมีน้ำท่วมสูง ในขณะที่ยังมีฝนตกหนักในพื้นที่

สำหรับการคาดการณ์ปริมาณฝน ในระยะนี้ยังมีฝนตกหนักด้านตะวันตกของประเทศ และบริเวณภาคกลางตอนล่าง ขณะที่ภาคใต้จะเริ่มมีฝนลดลงตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจึงเป็นช่วงที่ต้องเร่งผลักดันน้ำและระบายน้ำออกสู่ทะเลให้ได้มากที่สุด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว จากนั้นตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.2560 เป็นต้นไปจะเริ่มมีฝนตกหนักบางแห่ง ซึ่งเป็นสถานการณ์ปกติของฤดูมรสุมในภาคใต้ แต่จะต่างจากรอบที่ผ่านมาที่ฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่เดิมเป็นเวลานาน

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ว่า สิ่งสำคัญต้องช่วยดูแลความเดือดร้อนให้ประชาชน แม้ช่วงนี้ฝนจะเบาบางลง แต่การพยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าวันที่ 15-16 ม.ค. จะมีมรสุมเข้ามาน่าจะเต็มพื้นที่ของภาคใต้ และบางส่วนของภาคกลาง กระทรวงมหาดไทยต้องเตรียมรับสถานการณ์นั้น ขณะนี้ภาคกลางตอนล่างได้เตรียมรับมือกับมรสุมไว้แล้ว โดยนำเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้รับมือกับสาธารณภัย และได้กำชับผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ให้เตรียมรับมือระบายน้ำให้เร็วที่สุด

รมว.มหาดไทยกล่าวถึงการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าขั้นต้นให้ดำเนินการช่วยเหลือตามกฎหมาย และภายหลังการสำรวจความเสียหายค่อยพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสำรวจความเสียหายในพื้นที่ ก่อนให้การช่วยเหลือ โดยจะแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด และไม่ผิดพลาด ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะถ้าเร่งทำแล้วผิดพลาด เจ้าหน้าที่ก็จะมีโทษ จึงจะดูให้รอบคอบ ส่วนงบประมาณในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะนี้ให้จังหวัดละ 50 ล้านบาท แต่ถ้าไม่เพียงพอสามารถขอเพิ่มเติมได้ ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.บางสะพานนั้น ตามกายภาพ อ.บางสะพาน อยู่ติดเทือกเขา ทำให้น้ำจากเทือกเขาไหลบ่าลงมาเพื่อลงทะเล ทำให้มีสถานการณ์น้ำมาก ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดคลี่คลายลง แต่คงมีน้ำจากเขาไหลบ่าลงมาต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาโรงพยาบาลและชุมชนบริเวณนั้นให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะย้ายโรงพยาบาลที่อ.บางสะพานไปอยู่ที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม รมว.มหาดไทยกล่าวว่า ตามกรอบของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรื่องแนวทางการบรรเทาสาธารณภัย มีกรอบเซนได กล่าวคือเมื่อเกิดภัยมีแนวปฏิบัติคือ หากพื้นที่ใดมีปัญหาอย่าก่อสร้างอาคารที่เดิมอีก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาขณะนี้คือยังไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการแล้วว่าหากมีแนวทางทำได้ก็ให้เร่งทำกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และกฎหมายที่ดิน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากน้ำท่วมอีก เพราะถ้าสร้างแล้วเกิดปัญหา ขอให้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่จะดีกว่า ขณะเดียวกัน นายกฯ มองว่าพื้นที่ที่เกิดปัญหาจะเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่น้ำไหลแทนได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้จะตรงกับแนวคิดของยูเอ็น

จับตา 20 จุดเสี่ยง กทม.

นายสมพงษ์ เวียงแก้ว ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ได้แจ้งเตือนพื้นที่บางส่วนของ กทม. อาจได้รับผลกระทบจากพายุฝนลูกใหม่ ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนได้ว่าจะมีพายุฝนเข้ามาในพื้นที่ กทม.ในวันที่เท่าไร แต่ในเบื้องต้นตนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของสำนักการระบายน้ำเตรียมความพร้อมในภาพรวม โดยการลดระดับน้ำในคลองต่างๆ ตรวจเช็กความพร้อมของอุปกรณ์สำหรับใช้งาน และติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาจุดเสี่ยงต่างๆ จำนวนกว่า 20 จุดทั่วพื้นที่ กทม. อาทิ บริเวณหน้าศาลอาญารัชดาฯ แยกพงษ์เพชร บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ อย่างใกล้ชิด เพื่อจะให้สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที เป็นต้น

"ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูแล้ง จึงได้มีการถอดเครื่องสูบน้ำชั่วคราวบางจุดออกมาเพื่อบำรุงรักษา และตรวจสอบสภาพการใช้งาน แต่ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จากที่ติดตามข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่าสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง แต่หากเกิดเหตุขึ้นจริง ก็อาจมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะข้อจำกัดของพื้นที่ แต่ยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ของสำนักการระบายน้ำจะเร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของผู้ว่าฯ กทม.” นายสมพงษ์กล่าว

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัยว่า ถือเป็นปัญหาใหญ่และเป็นวิกฤตการณ์ที่สำคัญ ในส่วนของกองทัพบก เข้าไปช่วยดูแลและสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 12 จังหวัด โดยจัดยานพาหนะรถยนต์ขนาดใหญ่ เรือท้องแบน อากาศยาน รถครัวสนาม ชุดแพทย์เคลื่อนที่ และทหารช่างเข้าไปช่วยเหลือ รวมทั้งการแจกจ่ายอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ห่างไกล หรือพื้นที่ที่ถูกตัดขาด รวมทั้งอพยพประชาชนในบางพื้นที่ ซึ่งพยายามดำเนินการให้ครอบคลุมมากที่สุด ส่วนพื้นที่ อ.บางสะพาน ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาคมนาคม และกำลังวางแผนว่าจะใช้รถหรืออากาศยานของกองทัพบกในการขนย้ายสิ่งของบริจาค เพื่อขนย้ายให้ได้มากที่สุด

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่ อ.บางสะพาน ภาพรวมระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง แต่ยังมีน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ขณะนี้หลายหน่วยงานเข้าดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับในส่วนของกองทัพบก ได้ส่งทหารจากศูนย์การทหารราบ, มณฑลทหารบกที่ 15 และ หน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เข้าช่วยอพยพประชาชน ขนย้ายสิ่งของ แจกอาหาร น้ำดื่ม สำรวจและเยี่ยมเยียนประชาชน โดยล่าสุดในวันนี้
ผบ.ทบ.กำชับให้กองทัพภาคที่ 1 เข้าประสานบูรณาการเร่งรัดการคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะการสัญจรในถนนเพชรเกษม และเส้นทางที่ถูกตัดขาด ให้เข้าเสริมการปฏิบัติกับกรมทางหลวง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการเชื่อมต่อเส้นทางไปยังพื้นที่ภาคใต้ ให้สัญจรได้โดยสะดวกที่สุด ส่วนที่โรงพยาบาลบางสะพาน เจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับโรงพยาบาลได้ย้ายผู้ป่วยและเวชภัณฑ์สำคัญไปยังที่ปลอดภัยแล้ว

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ อ.บางสะพาน หลังเกิดฝนตกหนัก ตั้งแต่วันที่ 8-10 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำล้นสปิลเวย์และสันอ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย, อ่างเก็บ น้ำบ้านวังน้ำเขียว และอ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ นอกจากนี้ น้ำป่ายังได้ไหลหลากลงมาสมทบ ส่งผลให้น้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.บางสะพาน ทำให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล ร้านค้า โรงเรียน วัด ฯลฯ ถูกน้ำท่วมสูงตั้งแต่ 1-2 เมตรขึ้นไป โดยชาวบ้านบางสะพานที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หนักสุดในรอบ 20ปี